แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - todayismybd

หน้า: [1]
1

การทำงานบนที่สูง (Working at Heights) คือกิจกรรมสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง การบำรุงรักษาอาคาร การติดตั้งระบบไฟฟ้า หรือการทำความสะอาดกระจกภายนอกอาคารสูง ท่ามกลางความจำเป็นทางเศรษฐกิจและวิศวกรรมนี้ ย่อมมีความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดแฝงอยู่ ซึ่งก็คือ ‘การตกจากที่สูง’ นั่นเอง ด้วยแรงโน้มถ่วงที่ไม่เคยผ่อนปรน ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีในการทำงานบนพื้นที่สูงตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป มักนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตหรือการบาดเจ็บถาวรที่เปลี่ยนแปลงชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น หลักการพื้นฐานในการทำงานประเภทนี้จึงมิใช่เพียงแค่การมี “ความปลอดภัย” แต่ต้องเป็น “ความปลอดภัยสูงสุด” ที่ไม่สามารถประนีประนอมได้

ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการทำงานบนที่สูงนั้นมีหลายมิติ นอกเหนือจากการตกของตัวบุคคลแล้ว ยังรวมถึง การตกของวัสดุและเครื่องมือ เครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ที่ตกลงมาจากที่สูง เช่น ประแจหรือน็อต สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับผู้ที่อยู่ด้านล่างได้ หากไม่มีการจัดการพื้นที่ด้านล่างที่เหมาะสม สภาพแวดล้อม ลมแรง ฝนตก แสงแดดจัด หรือพื้นผิวที่เปียกลื่น เพิ่มโอกาสในการลื่นไถลและเสียการทรงตัวอย่างมาก ความล้าและความผิดพลาดของมนุษย์ การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงเป็นเวลานาน อาจทำให้พนักงานเกิดความล้าทางจิตใจ ซึ่งนำไปสู่การละเลยขั้นตอนความปลอดภัยโดยไม่ตั้งใจ ความล้มเหลวของอุปกรณ์ อุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล (PPE) หรือโครงสร้างชั่วคราว เช่น นั่งร้าน หากมีการติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง การชำรุด หรือไม่ได้มาตรฐาน อาจนำไปสู่การยุบตัวหรือล้มเหลวในการหยุดการตก สามเสาหลักของความปลอดภัยสูงสุด การจัดการความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูงต้องยึดตามลำดับชั้นของการควบคุมความเสี่ยง โดยเน้นที่การป้องกันก่อนการบรรเทาผลกระทบ การป้องกันร่วม นี่คือระดับความปลอดภัยที่สูงที่สุด ซึ่งหมายถึงการติดตั้งระบบป้องกันที่ปกป้องพนักงานทุกคนในพื้นที่ทำงานทันที โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำของแต่ละบุคคล อย่างการตรวจสุขภาพทำงานบนที่สูง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ราวกั้นขอบ หรือตาข่ายนิรภัย ที่ขจัดความเสี่ยงการตกจากที่สูงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด การป้องกันส่วนบุคคล เมื่อไม่สามารถติดตั้งราวกั้นได้ จึงต้องใช้ระบบป้องกันการตกส่วนบุคคล ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญสามส่วนที่ต้องเชื่อมต่อกันอย่างถูกต้องเสมอ  ความปลอดภัยไม่ได้จบลงแค่การใส่อุปกรณ์ แต่ต้องเริ่มต้นด้วย การฝึกอบรมที่เข้มข้น ให้พนักงานสามารถตรวจสอบอุปกรณ์ ติดตั้งระบบอย่างถูกต้อง และรู้ถึงอันตรายที่มองไม่เห็น ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการมี แผนกู้ภัย ที่ชัดเจนและฝึกซ้อมอยู่เสมอ เนื่องจากหากพนักงานเกิดการตกและถูกห้อยอยู่ในสายรัดเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะ Suspension Trauma ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ความสำเร็จของงานบนที่สูงจึงมิได้วัดจากความรวดเร็วในการทำงาน แต่จากจำนวนวันที่ปราศจากอุบัติเหตุร้ายแรง เพราะชีวิตและความสมบูรณ์ของพนักงานคือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ การลงทุนในความปลอดภัยสูงสุดจึงไม่ใช่รายจ่าย แต่เป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดขององค์กร








2



ในสมรภูมิการค้าสมัยใหม่ที่สินค้าปลอมสร้างความเสียหายต่อแบรนด์และคุกคามความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง การพึ่งพาเพียงแค่การให้ผู้บริโภคอ่านฉลากอย่างละเอียด (ซึ่งเป็นกลยุทธ์เชิงรับ) อาจไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ชั้นนำจึงหันมาใช้ "กลยุทธ์รุก" คือการเข้าควบคุมและตัดวงจรการผลิตและการจำหน่ายสินค้าปลอมก่อนที่มันจะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ตลาดและถึงมือผู้บริโภคได้ กลยุทธ์นี้เป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์และรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าอย่างยั่งยืน กลยุทธ์รุกในการป้องกันสินค้าปลอมถูกสร้างขึ้นบนเสาหลักหลายด้านที่ทำงานประสานกัน ตั้งแต่เทคโนโลยีไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย หัวใจสำคัญของการป้องกันเชิงรุกคือการทำให้สินค้าทุกชิ้นมี "ตัวตนดิจิทัล" ที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้ง่าย แบรนด์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อติดตามสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน

การสร้างรหัสที่ไม่ซ้ำกันสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น เมื่อผู้บริโภคหรือผู้ค้าปลีกสแกนรหัสนี้ ระบบจะสามารถยืนยันความเป็นของแท้ บอกแหล่งที่มา และแจ้งเตือนหากรหัสนั้นถูกสแกนในตำแหน่งที่ผิดปกติหรือสแกนซ้ำหลายครั้ง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงการปลอมแปลง ใช้เพื่อบันทึกการเคลื่อนย้ายของสินค้าตั้งแต่โรงงานจนถึงมือผู้บริโภค ข้อมูลที่บันทึกไว้ในบล็อกเชนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือย้อนกลับได้ ทำให้เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดในการพิสูจน์ความแท้จริงและป้องกันการสวมรอย การฝังข้อมูลลับที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลงในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการตรวจสอบ สินค้าปลอมมักจะเข้ามาแทรกแซงในจุดที่ห่วงโซ่อุปทานอ่อนแอ กลยุทธ์รุกจึงต้องเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งในทุกขั้นตอน แบรนด์จำกัดการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ (เช่น ขวด โลโก้ หรือฉลากพิเศษ) ไว้กับพันธมิตรที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และควบคุมจำนวนการผลิตอย่างเข้มงวด การทำ Due Diligence กับผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ขนส่ง และผู้จัดจำหน่าย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฝ่ายมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของข้อมูลหรือชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ การใช้มาตรการทางกายภาพ เช่น การซีลที่ตรวจสอบได้ (Tamper-evident Seals) sticker hologram หรือวัสดุที่เปลี่ยนสีเมื่อถูกความร้อน ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบทำได้ง่ายและรวดเร็ว การป้องกันสินค้าปลอมต้องดำเนินการอย่างจริงจังในตลาดและแหล่งผลิต การทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ใช้ AI และเทคโนโลยีในการสแกนแพลตฟอร์ม E-commerce, โซเชียลมีเดีย และตลาดมืดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และรายงานให้แพลตฟอร์มหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการลบหรือปิดบัญชี การจัดตั้งทีมสืบสวนเฉพาะกิจเพื่อค้นหาและระบุโรงงานผลิตสินค้าปลอม และประสานงานกับตำรวจหรือศุลกากรเพื่อเข้าจับกุมและดำเนินคดีทางอาญา รวมถึงการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย


หน้า: [1]